“เกือบเหลือแต่ชื่อ”เป็นคำกล่าวของพ่อสองเมือง โปธาพันธ์ 1 ใน 7 คนที่ได้รับคำพิพากษาตัดสินจำคุกในคดีบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การถูกจองจำในช่วงเดือนแรก ทำให้พ่อสองเมืองเครียด และหายใจไม่คล่อง จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลลำพูนเป็นการเร่งด่วน แต่คำว่า “เร่งด่วน” สำหรับนักโทษแบบเขา ย่อมไม่ได้หมายถึง “ทันที” แบบที่ผู้อ่านจะนึกออก สำหรับนักโทษแล้วมันมีระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3-4 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลและเรือนจำ ห่างกันเพียงแค่ชั่วอึดใจ 

 

1 ปีที่ถูกจองจำ เมื่อได้รับอิสรภาพกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวและชุมชม พ่อสองเมืองได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองหมดสติในเรือนจำ จนเป็นที่มาของชื่อบทความนี้ว่า

          “มึงดู สภาพเหมือนมึงเลย กว่าจะได้ไปโรงพยาบาลต้องรอเป็นชั่วโมง” เพื่อนในเรือนจำ กล่าวพร้อมเเหงนหน้ามองไปยังคนที่เป็นลมหมดสติ

          พ่อสองเมือง มองตามเพื่อน และพูดว่า “โอ้ กูก็ดวงแข็งเหมือนกัน รอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ” นั่นเป็นภาพสะท้อนของคนที่หมดอิสรภาพที่ถูกจองจำที่มองเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องของดวง

          พ่อสุแก้ว ฟุงฟู นักต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนหน้าพ่อสองเมือง เพียง
3 วัน ได้มาร่วมต้อนรับพ่อสองเมือง ร่วมกับพี่น้องบ้านแพะใต้คนอื่นๆ พูดด้วยความขับข้องใจว่า

 

 “ถ้าเราไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย เราต้องกินยาพารา ระงับความเจ็บปวดจนหาย กว่ายาที่รักษา
ที่ถูกต้องจะมา หรือหากต้องการยาที่ถูกต้องที่จำเป็นต่อการรักษาโรคจากข้างนอกเรือนจำ เราต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมและต้องใช้ขั้นตอนมากเช่นกัน”

          ระหว่างที่ผม กำลังครุ่นคิดว่าเหตุใดเขาเหล่านี้ต้องถูกจองจำในสถานกักขัง “เรือนจำ”

           พ่อสุแก้ว ก็พูดออกมากลางวงสนทนาว่า “เราก็ยอมรับผิดน่ะ ว่าเราบุกรุกที่ดินนายทุน เพราะศาลบอกเราว่า เราไม่มีเอกสาร ซึ่งศาลตัดสินโดยพิจารณาจากเอกสารกรรมสิทธิ์ ตราบใดไม่ถูกเพิกถอนโดยรัฐ ก็ถือว่านายทุนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเหนือเรา”

          “แต่เหตุใดศาลไม่พิจารณาหลักฐานชิ้นอื่นๆ ประกอบร่วมด้วย ? ” ผมโยนคำถามเข้าสู่วงสนทนา จึงได้รับข้อมูลว่า “การได้มาซึ่งเอกสารกรรมสิทธิ์ของนายทุน ได้มาโดยมิชอบ”

          “มิชอบอย่างไร” ผมไม่ลดละ

          นายบุญปั๋ญ โปธาพันธ์ แกนนำชุมชนอีกคนที่มารอรับพ่อสองเมือง ไขข้อข้องใจให้กับผมถึง”ความไม่ชอบมาพากล”ของการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ของนายทุน ว่า ประมาณปี พ.ศ. 2530 เริ่มมีนายหน้าจัดหาที่ดินของชาวบ้านแพะใต้ เพื่อจัดหาให้นายทุนจากเชียงใหม่ โดยยกตัวอย่างการขายที่ดินของพ่อตนว่า เมื่อปี
พ.ศ.2509 นายศิลา ตาคำ กำนันหมู่ที่ 2 บ้านต้นผึ้งขณะนั้น ได้อ้างว่าซื้อที่ดินกับพ่อของตน คือนายปวน
โปธาพันธ์ ทั้งที่พ่อได้เสียชีวิต ตั้งแต่ปีพ.ศ.2502 ซึ่งขณะนั้นนายศิลา ตาคำ ก็มีอายุเพียง 10 – 11 ขวบ ยังเรียนหนังสืออยู่กับตน จึงนำความสงสัยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของชั้นศาล แต่ศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง มีคำสั่งพิพากษาตามเอกสารสิทธิ์ฝ่ายโจทก์ ที่ระบุว่านายทุนได้ที่ดินมาถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม กรณีการซื้อที่ดินกับคนตาย ยังสร้างความสงสัยให้กับคนเป็นลูกอย่างพ่อสองเมือง
ว่าสามารถซื้อที่ดินกับพ่อตนที่ตายไปแล้วได้อย่างไร ? โดยเล่าให้ผมและคนอื่นๆฟัง ผ่านบทสนทนาตอนหนึ่งระหว่างตนกับเจ้าพนักงานที่ดินป่าซาง

          เจ้าพนักงานที่ดินป่าซาง บอกว่า “นายปวน ได้ขายที่ดินให้กับนายศิลา ตาคำ แล้ว”

          ผมตอบไปว่า “พ่อกูไม่ได้ขาย พ่อกูตายไปแล้ว” พูดพลางก็เดินไปหาใบมรณบัตร

          เจ้าพนักงานที่ดินป่าซาง ไม่ย่อท้อที่จะหาข้อมูลมายืนยันว่า “น้องชายตนขาย” ผมก็เรียกน้อง
มาถามกรณีการขายที่ดิน ได้ความว่า น้องไม่ได้ขาย และขณะนั้นมีอายุเท่ากันกับนายศิลา ตาคำ

          จากการร่วมต้อนรับการกลับบ้านของนักต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินพร้อมกับพี่น้องชาวบ้านแพะใต้คนอื่นๆ ผมในฐานะผู้ปฏิบัติงานสนาม เป็นเวลา 7 เดือน ได้รับความกระจ่างชัดถึงคำที่ว่า“การได้มาซึ่งเอกสารกรรมสิทธิ์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างไร ? ” แต่กระนั้นก็ยังสงสัย การได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ของนายทุน ว่าเหตุใดจึงสามารถซื้อที่ดินกับคนที่ตายไปแล้วได้ ขณะเดียวกันคนที่ซื้อก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งความจริงไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้เลย แสดงให้เห็นว่าศาลเชื่อในหลักฐานที่เป็นเอกสารมากกว่า โดยไม่ได้ตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ ทั้งๆ ที่สามารถแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ 3 ประการ คือ 1)นายศิลา ตาคำ ไม่สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินได้ เนื่องด้วยอายุไม่บรรลุนิติภาวะ 2)นายปวน โปธาพันธ์ เสียชีวิตก่อนการถือครองเอกสารสิทธิ์ของนายทุน และ3)ที่อ้างว่าซื้อที่ดินกับนายบุญปั๋ญ โปธาพันธ์ ขณะนั้นก็มีอายุเท่ากันกับนายศิลา ตาคำ คือมีอายุ 11 ขวบซึ่งเป็นไปไม่ได้

ก่อนจบการสนทนาผมสังเกตเห็นในแววตาของนักต่อสู้เพื่อที่ดินทำกิน ที่ฉายชัดถึงความไม่ยอมจำนน ไม่ยอมแพ้

          “ภูมิใจที่สามารถช่วยชาวบ้าน ที่ไม่มีที่ทำกิน ซึ่งก่อนการติดคุกก็กังวล ตอนนี้การติดคุกของเรา ไม่สูญเปล่า มีที่ดินทำกินไว้ให้ลูกหลานต่อไป”

          “รู้สึกดีใจที่การต่อสู้ของเรา ทำให้ทั่วประเทศมีการต่อสู้เพื่อที่ดินของตนและจะนำบทเรียนมาช่วยเหลือพี่น้องที่ยังทุกข์เช่นตน” พ่อสุแก้วกล่าวทิ้งท้าย 

 

บทความโดย

นายจรุงศักดิ์ จันทร์เปรียง

บัณฑิตอาสาสมัคร วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รุ่น 48 (ปฏิบัติงานบ้านแพะใต้ ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน)

Online Visitors

user iconToday   :   46

group iconTotal   :   126,766

world iconOnline   :   1