เมื่อช่วงเชาวที่ผ่านมา เครือข่ายสลัม 4 ภาคร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)และเครือข่ายอื่นๆ กว่า 2,500 คน จัดงานรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากลบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติพร้อมกับเคลื่อนขบวนเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาลประตู 5 พร้อมกับให้ตัวแทนแต่ละเครือข่ายขึ้นปราศรัยผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐ โดยมีการอ่านแถลงการณ์ร่วมกันที่หน้าองค์การสหประชาชาติ

แถลงการณ์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปี 2559

ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก  เพื่อย้ำเตือนให้สาธารณชน และรัฐบาลนานาประเทศให้ความสำคัญ และมีมาตรการในการแก้ปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ของคนจนทั่วโลก    ในปีนี้องค์การสหประชาชาติ ได้สื่อสารข้อความเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกว่า “Housing at the Center”   ซึ่งเป็นการเน้นการจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้เพียงพอสำหรับคนจน  เนื่องจากประชากรที่อยู่ในเมืองทั่วโลกเพิ่มขึ้นจำนวน 50 ล้านคนในทุกปี  เรื่องที่อยู่อาศัยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ซึ่งถ้าไม่มีมาตรการ และนโยบายรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้กลุ่มเปราะบางเหล่านั้น มีแนวโน้มที่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านในที่สุด

​ในประเทศไทย  เราพบว่านอกเหนือจากการเพิ่มขึ้นของประชากรเมืองทั่วโลกแล้ว  ยังมีปัญหาซ้อนทับลงไปที่ทำให้เกิดสถานการณ์ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย จากปัญหาการไล่รื้อชุมชนอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น แผนพัฒนาพิเศษเขตเศรษฐกิจพระราม 3 บนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 277 ไร่ ที่มีประชาชนเช่าที่ดินอยู่อาศัย ซึ่งจะได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 500 ครอบครัว,  โครงการพัฒนาพื้นที่การท่าเรือคลองเตยเพื่อการพาณิชย์  ซึ่งเป็นชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะได้รับผลกระทบราว 20,000 ครอบครัว,  โครงการรถไฟความเร็วสูง  การขยายทางคู่  ที่มีแผนการก่อสร้างในทุกภาคของประเทศไทย   ทำให้ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมทางรถไฟ ต้องถูกไล่รื้อ  ถูกรื้อย้ายออกจากพื้นที่,      โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ระยะแรก 14 กิโลเมตร จากสะพานพระราม 7 ถึงปิ่นเกล้า  จะส่งผลกระทบต่อชุมชนตลอดแนวชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการเหล่านี้จะทำให้คนจนต้องถูกแย่งชิงที่ดินไปให้กับการพัฒนาที่ไม่รับผิดชอบต่อคนในพื้นที่ และคนเหล่านั้นอาจต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยในอนาคต

​นอกจากสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในเมือง  ชุมชนในชนบทก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน จากแผนพัฒนาของรัฐ เช่น แผนแม่บทป่าไม้ – ที่ดิน แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน  การให้สัมปทานขุดเจาะเหมืองแร่ การสร้างโรงไฟฟ้า ที่กำลังทำให้คนในชนบทต้องสูญเสียที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เป็นจำนวนมาก  ครอบครัว และชุมชนต้องล่มสลาย โดยไม่มีกลไก มาตรการ หรือนโยบายของรัฐบาลที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา  และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาในระดับประเทศ และในท้องถิ่นของตนเอง

​ในขณะที่ประเทศไทย ได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 และรับรองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ (Sustainable Development Goals: SDGs) ร่วมกับชาติสมาชิก 193 ประเทศ ส่งผลให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว กลายเป็นกรอบในการพัฒนาทั้งของไทย และของโลก  ที่ต้องถือปฏิบัติให้บรรลุตามเป้าหมาย  ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทย ไม่มีแนวโน้มเลยว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่คนจนต้องถูกรุกไล่เบียดขับให้หมดหนทางลง

​เครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นองค์กรของชาวสลัม และคนไร้บ้านในประเทศไทย ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  จึงเรียกร้องมายังรัฐบาลให้ดำเนินการในทางมาตรการ และนโยบายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา โดยมีข้อเสนอดังนี้ 

 

1. ด้านการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

 ​1.1 ให้รัฐบาลสนับสนุน โครงการบ้านมั่นคง ที่ดำเนินการโดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมืองอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างหลักประกันในด้านที่อยู่อาศัยของคนจน

 ​1.2  ในโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของรัฐ เช่น โครงการบ้านมั่นคง หรือโครงการอื่นๆ ของรัฐ ให้การประปา และการไฟฟ้า ตั้งงบประมาณในการขยายเขตแนวประปา และไฟฟ้า และวางระบบเข้าบริการในพื้นที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในส่วนต่อขยายกับชาวบ้าน

​1.3 โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่มีผลกระทบในด้านที่อยู่อาศัยต่อชุมชน  รัฐบาลต้องบวกงบประมาณในการดำเนินการในส่วนนี้ เป็นต้นทุนของโครงการด้วย เช่น โครงการพัฒนาระบบรางในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนที่ได้รับผลกระทบ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  ซึ่งต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี ให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาดังกล่าว

 

2. ด้านการแก้ปัญหาที่ดิน และรับรองสิทธิ์การถือครองอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน

2.1 ต้องเดินหน้าการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินตามนโยบายโฉนดชุมชน และให้ถือเป็นกลไกหนึ่งของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และส่งมอบพื้นที่นำร่องสำหรับชุมชนที่ผ่านกระบวนการขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการโฉนดชุมชนแล้ว 

รวมทั้งให้รัฐบาลเร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร เพื่อสร้างหลักประกันให้กับชุมชนได้อยู่อาศัยและทำกินได้อย่างมั่นคง

2.2 เร่งดำเนินการจัดตั้งพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน  เพื่อให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกิน และอยู่อาศัย

2.3 ต้องดำเนินการคุ้มครองพื้นที่พิพาทที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ที่มีคนจนอยู่อาศัยและทำกิน เพื่อมิให้ถูกขับไล่ และดำเนินคดี 

 

3. ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต

3.1 รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการออกกฎหมายบำนาญแห่งชาติ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐาน ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบาก 

3.2 รัฐบาลต้องสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ โดยไม่เก็บค่ารักษาพยาบาลปลายทาง   และต้องพัฒนาระบบสุขภาพทุกระบบให้มีคุณภาพ เท่าเทียมกัน

3.3 ระบบหลักประกันสุขภาพ ต้องให้สิทธิการรักษาพยาบาลครอบคลุมถึงกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้  โดยให้มีการจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลสำหรับผู้เข้าไม่ถึงสิทธิ์ 

 

​เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อเสนอดังกล่าว เพื่อให้คนจนในเมือง และคนจนในชนบท จำนวนมาก  พ้นจากสภาวะความยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินอย่างมั่นคง เป็นไปตามวาระวันที่อยู่อาศัยโลก และเป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) 

 

​เครือข่ายสลัม 4 ภาค

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2559

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือซึ่งเป็นเครือข่ายของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) ซึ่งประสบกับปัญหาจากการดำเนินฯโยบายของรัฐ เช่น การประกาศเขตป่าทับที่ทำกินของชาวบ้าน การใช้ ม.44 ยกเลิกเขตป่าสงวนยึดที่ทำกินของชาวบ้านที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อนำไปสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ดินของชาวบ้าน   จ.ลำพูน จนชาวบ้านแพะใต้ 7 คนถูกจำคุกและปัญหาอื่นๆอีกมากมาย ร่วมเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ค้างคามานานกว่า 20 ปีให้แก้ไขให้ประชาชนที่เดือดร้อนโดยเร็ว โดยมี นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนมารับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน

ในช่วงบ่ายเครือข่ายสหพัน์เกษตรกรภาคเหนือ ได้เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อเข้ายื่นหนังสือให้แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของชุมชนในเครือข่าย สกน. จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เรื่องการยึดพื้นที่ดินทำกินเพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชุมชนห้วยน้ำริน ต.ทุ่งปี้ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เรื่องการยึดคืนพื้นที่ทำกินชาวบ้าน และบ้านดอยเทวดา ต.เชียงคำ  อ.ภูซาง จ.พะเยา เรื่องข้อพิพาทที่ดินระหว่างนายทุนและชาวบ้าน และติดตามการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหพัน์เกษตรกรภาคเหนือต่อไป

Online Visitors

user iconToday   :   65

group iconTotal   :   125,143

world iconOnline   :   1