รายงานสรุปและวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

โดย ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล

          ในการจัดเก็บภาษีควรจะมีการจัดเก็บภาษีทั้ง 3 ฐานภาษีคือ ฐานรายได้ (Income Base) (เช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น) ฐานการบริโภค (Consumption Base) (เช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต เป็นต้น) และฐานทรัพย์สิน (Property Base) (จัดเก็บจากมูลค่าของทรัพย์สิน) แต่ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีเพียง 2 ฐานภาษีเท่านั้นคือ ฐานรายได้ และฐานการบริโภคส่วนภาษีที่มีการจัดเก็บในประเทศไทยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษีที่เก็บจากฐานทรัพย์สินมากที่สุดคือภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ แต่ก็ยังมิใช่ภาษีที่จัดเก็บจากฐานทรัพย์สินอย่างแท้จริงประกอบกับเป็นภาษีที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว (พ.ศ.2475 และ พ.ศ. 2508) จึงมีลักษณะที่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่มีความเป็นปัจจุบัน ในการคิดคำนวณภาษี และไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)การที่ประเทศไทยไม่มีการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สิน (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ที่ประชาชนครอบครองเป็นเจ้าของ ยังส่งผลให้ไม่มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังจะเห็นได้จากการที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกปล่อยทิ้งร้างไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้เป็นเจ้าของไม่มีต้นทุนในการถือครองนั่นเอง นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรมในประเทศอีกด้วย

ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงถือเป็นร่างกฎหมายสำคัญ และเป็นมิติใหม่ที่ทำให้ประเทศไทยมีระบบการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมากขึ้น และสามารถส่งผลให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมมากขึ้น หากมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม และรัฐบาลมีการดำเนินมาตรการและเครื่องมืออื่น ๆ ประกอบกันไป

Online Visitors

user iconToday   :   89

group iconTotal   :   121,719

world iconOnline   :   1