“หากกล้าคิด กล้าสร้าง”

 เหลียวมองบทเรียนประเทศญี่ปุ่นกับเรื่อง “คน ป่า และ เศรษฐกิจ”

ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์

 

ทำไมประเทศที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง “ญี่ปุ่น” ถึงยังสามารถคงพื้นที่ป่าได้เป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของพื้นที่ประเทศ  ข้อมูลจาก World bank (2011) ระบุว่าญี่ปุ่นมีพื้นที่ป่ามากถึง 69% ของประเทศ โดยเป็นพื้นที่สวนป่าถึง 41 % ของพื้นที่ป่าทั้งหมดและสวนป่าของภาคเอกชน (Private forest) เป็นแหล่งผลิตไม้ท่อนที่สำคัญเพื่อนำไปแปรรูปใช้ประโยชน์

ย้อนไปสำรวจอดีตของญี่ปุ่น ช่วงประมาณศตวรรษที่ 15-16 มีการตัดไม้ในปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (โดยเฉพาะสมัยโชกุนโทคุกาวา) จากการเติบโตในด้านสิ่งปลูกสร้างและความต้องการใช้ไม้ของชนชั้นปกครองของสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้น ถึงขนาดที่คนในชุมชนต้องไปสำรวจหาผืนป่าเก่าที่ยังคงมีไม้ขนาดใหญ่คุณภาพสูงเพื่อส่งไปแก่ผู้มีอำนาจ และประกอบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลงอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์จากป่าเริ่มขาดแคลนและเริ่มสร้างความขัดแย้งเรื่องการใช้ประโยชน์ในป่าระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นปกครอง ในช่วงดังกล่าวถือเป็นจุดวิกฤตด้านทรัพยากรของสังคมญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข (หากกล่าวแบบคนญี่ปุ่นเขามักจะมองปัญหาเป็นเรื่องท้าทายมากกว่า)  กระบวนการต่อสู้ เจรจาต่อรอง การถกเถียง แลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อหาทางออกร่วมกันได้นำมาซึ่งหลักการและแนวทางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรที่ไม่ได้แยกขาดกับชุมชน

การริเริ่มปลูกไม้เนื้อแข็งอย่าง Sugi และ Hinoki เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้การดูแลจัดการต้นไม้ มีการพัฒนาการเพาะเมล็ดไม้ รวมถึงเทคนิคการพัฒนาคุณภาพไม้ระหว่างคนในชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของรัฐ นักวิชาการและการทำแปลงปลูกไม้ดังกล่าวก็เริ่มแพร่ขยายไปทั่วประเทศพร้อมๆกับการสร้างระบบผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นปกครองกับชุมชนที่มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การแบ่งสิทธิในการใช้พื้นที่ป่าให้แต่ละตระกูล  การให้ประชาชนเช่าพื้นที่ป่าระยะยาว  การให้ประชาชนสามารถปลูกไม้ได้ในพื้นที่รัฐโดยแบ่งผลผลิตให้กับรัฐบาล หรือเรียกว่า “Buwakibayashi” แนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็น “การผลิตไม้ร่วมกัน” โดยระยะต่อมาประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มมีการตั้งสถาบันทางสังคมในการดูแลการใช้ผืนป่าและสถาบันที่ดูแลการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้โดยตรง ในภาพรวมของช่วงเวลาดังกล่าวทำให้สถานการณ์ด้านป่าไม้ของญี่ปุ่นดีขึ้นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคสำคัญแห่งการฟื้นฟูป่า

 

ป่าไม้เนื้อแข็ง “Sugi” (ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Openkyoto)

การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องทำลายผืนป่าจำนวนมาก และจำเป็นต้องปลูกป่าทดแทนอย่างเข้มข้นระหว่างทศวรรษ 1950 ถึง 1970 โดยมุ่งเน้นไปที่การปลูก Sugi และ Hinoki  และเมื่อช่วงหนึ่งเมื่อความต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากผืนป่าลดลง คนญี่ปุ่นก็จะปล่อยป่าปลูกให้คงสภาพไว้และพัฒนาให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับผืนป่าธรรมชาติ (ประวัติศาสตร์เรื่องป่าไม้ของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดให้ค้นคว้าอีกมาก)

บรรยากาศการซื้อขายท่อนไม้ด้วยระบบการประมูลไม้

(ภาพจากเอกสารประกอบการสัมมนาของกรมป่าไม้, 2012)

 

เห็นได้ว่าก่อนจะเป็นประเทศที่อุดมด้วยพื้นที่ป่าเช่นนี้ได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบนเส้นทางเรียบสวยโรยด้วยดอกไม้แต่อย่างใด  ในอดีตญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์แห่งการทำลายป่าอย่างรุนแรง ก่อนที่จะปรับการใช้ประโยชน์จากผืนป่าอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างป่าเศรษฐกิจ โดยให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งได้พิสูจน์ความสำเร็จจากกระบวนการดังกล่าวมากว่า 300 ปี 

กุญแจสำคัญที่เปิดความสำเร็จของสังคมญี่ปุ่นในเรื่อง “คน ป่า เศรษฐกิจ” คือสิ่งที่เรียกว่า "Satoyama"  ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่คนญี่ปุ่นใช้เหมือนเป็นเข็มทิศนำพาไปสู่การยั่งยืนของชีวิตผู้คนและทรัพยากร   คำว่า "Sato" มีรากศัพท์ที่หมายถึงพื้นที่เพาะปลูกที่รวมแหล่งอาศัยของผู้คน ส่วนคำว่า "Yama" แปลว่าภูเขา 

แผนผังการเชื่อมโยงแนวคิด Satoyama  

(ภาพจาก satoyama-initiative.org)

 

Satoyama มีเป้าหมายในเชิงวิสัยทัศน์ในการสร้างตระหนักให้เห็นความสำคัญของมิติทางสังคมที่กลมกลืนกับธรรมชาติ มีชุมชนมนุษย์ที่จะคอยบำรุงรักษา พร้อมกับการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคม การเกษตรในพื้นที่ป่าที่แนบอิงกับกระบวนการทางธรรมชาติ ผ่านการจัดการ การใช้ประโยชน์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้ยั่งยืนและผู้คนจะมีความสุขท่ามกลางความมั่นคงของผลตอบแทนของธรรมชาติและอนาคตที่สวยงาม

 

ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก คือ

1.รวบรวมองค์ความรู้ด้านการสร้างความมั่นคงทางความหลากหลายและคุณค่าของระบบนิเวศ

2.บูรณาการความรู้ด้านระบบนิเวศน์ดั้งเดิมกับความรู้สมัยใหม่สู่การส่งเสริมนวัตกรรม

3.สำรวจ ค้นหารูปแบบใหม่ของระบบการจัดการร่วมหรือการพัฒนากรอบคิดความเป็นส่วนรวมที่ให้การเคารพต่อวิถีชีวิตในผืนดินของชุมชนท้องถิ่น

 

ผสมผสาน 6 มุมมองด้านระบบนิเวศและสังคมเศรษฐกิจ คือ

1.การใช้ทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นภายใต้ขีดจำกัดของธรรมชาติ

2.การใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับวัฏจักรของทรัพยากรธรรมชาติ

3.ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของจารีต ประเพณีท้องถิ่นและวัฒนธรรม

4.การมีส่วนร่วมและการร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย

5.สนับสนุนมิติทางสังคมเศรษฐกิจ

6.พัฒนาศักยภาพชุมชนในการปรับตัว

 

 

สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน Shirakawa หนึ่งตัวอย่างในการอยู่ร่วมกันของชุมชน ป่า เศรษฐกิจ

(ภาพจากเว็บไซต์ centratravels.com)

 

Satoyama ถูกประยุกต์ ผสมผสานให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของประเทศ อันแสดงให้เห็นการปฏิเสธ "การแช่แข็ง" แนวคิดที่ถึงแม้จะมาจากความเป็น "Traditional" ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นข้อเด่นสำคัญของสังคมญี่ปุ่นในเรื่องการผสมผสานอย่างสร้างสรรค์ระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่

 

โจทย์ท้าทายเรื่องทรัพยากรธรรมชาติของคนญี่ปุ่นที่ร่วมกันสร้างประเทศมาจนถึงบัดนี้ คือความจำเป็นที่จะต้องนำพาทั้ง “คน” “ป่า” และ “เศรษฐกิจ” ให้สามารถอยู่รอดไปด้วยกัน  ไม่รู้ว่าประเทศไทยเรา จะยังคงตั้งหน้าตั้งตาใช้แนวคิดอนุรักษ์(โบราณ) ที่ไร้ประสิทธิภาพในการดูแลจัดการป่าไม้และใช้กฎหมายตกยุคที่คอยกีดกัน ถีบส่งผู้คนในฐานทรัพยากรออกไปอีกนานเท่าไหร่ ?

 

ข้อมูลอ้างอิง

http://satoyama-initiative.org/

http://www.ecotippingpoints.org/our-stories/indepth/japan-community-forest-management-silviculture.html

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Online Visitors

user iconToday   :   20

group iconTotal   :   126,840

world iconOnline   :   1