สุแก้ว ฟุงฟู นักสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน

โดย สุริยันต์  ทองหนูเอียด

ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.)

หลังจากศาลจังหวัดลำพูนได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีบุกรุกที่ดินบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง กิ่ง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน จำเลยประกอบด้วย นายสุแก้ว ฟุงฟู กับพวก 7 คน และอีก 3 รายที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งถูกฟ้องตั้งแต่ปี 2540 ในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา นั้น

ผู้เขียน ได้ทบทวนสรุปบทเรียนการต่อสู้ของคนจนเพื่อการปฏิรูปที่ดินที่ยาวนาน นับจากการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย ปี 2517-2522 ถึงสมัชชาคนจนและขบวนปัจจุบัน

การรวบรวมข้อมูลของนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ กลุ่มเพื่อนประชาชน พบว่า การเคลื่อนไหวของชาวนาในอดีตถูกลอบสังหาร 46 ราย มีผู้เสียชีวิต 33 คน สูญหาย 3 คน บาดเจ็บ 7 คน ปลอดภัย 2 คน ฯ

การต่อสู้ของสมัชชาคนจน ระหว่างปี 2538 ถึงปัจจุบัน พบคนจนที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม เช่น คดีมั่วสุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป บุกรุกสถานที่ราชการและที่ดินเอกชน กว่าร้อยคดี หลายครอบครัว

ต่อมาเมื่อผู้เขียนได้ทำงานกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ระหว่างปี 2544 ถึงปัจจุบัน เฉพาะคดีเกี่ยวกับที่ดินในพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่ พบว่ามีมากกว่า 100 คดี มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3,000 ครอบครัว

เราอาจสรุปได้ว่า การแจ้งความดำเนินคดีโดยผู้มีอำนาจรัฐกับคนทุกข์ยากจากอดีตจนถึงปัจจุบันกลายเป็นมาตรการหลักในการสกัดกั้นการต่อสู้และเป็นอุปสรรคสำคัญในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน

หากบทเรียนที่ผ่านมา แม้ชาวนาชาวไร่คนทุกข์ยากจะถูกแจ้งดำเนินคดีมากมายแค่ไหน แต่ปัญหาความทุกข์ยังอยู่และมีพัฒนาการเคลื่อนไหวยกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปธรรมปัญหา ขบวนต่อสู้และผู้คน

ประสบการณ์การทำงาน ทำให้รับรู้สาเหตุปัญหาชาวนาไร้ที่ดิน ขณะที่ความไม่รู้ของชาวบ้าน โอกาสและช่องทางการต่อสู้ คือ เงื่อนไขที่ทำให้การเรียกร้องขององค์กรประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

ผู้เขียน ได้ทำงานกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ทั้งทำข้อมูล ประสานงาน ประชุมเจรจา รณรงค์เชิงนโยบาย และสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำชาวบ้านให้สามารถอ่านออกเขียนได้ทางการเมือง

หนึ่งในนั้น คือ นายสุแก้ว ฟูงฟู นักโทษเด็ดขาดในคดีที่ดินลำพูน ข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของของผู้อื่น ซึ่งถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดลงโทษจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา

สุแก้ว ฟูงฟู เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินของชุมชน คนที่เห็นเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงจากโยบายรัฐและการพัฒนา รวมทั้งความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่

สุแก้ว เล่าให้ฟังว่า ความไม่ชอบมาพากลของโครงการจัดที่ดินของรัฐ หรือ “โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่หนองปลาสวาย (บ้านโฮ่ง-ป่าซาง) จังหวัดลำพูน เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่ เพื่อจัดสรรที่ดินให้ราษฎรซึ่งไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่พอประกอบอาชีพประมาณ 1,000 ครอบครัว ตามมติการประชุมคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2509 หากแต่ในทางปฏิบัติพบปัญหาและความล้มเหลวมากมาย เช่น

1.การจัดที่ดินผืนใหญ่มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2509 – 2511 แต่ทำไม่เสร็จเนื่องจากมีอุปสรรคบางประการ กรมที่ดินจึงได้ขยายเวลาต่อไปอีก 2 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2512-2513 เมื่อสิ้นระยะเวลาดำเนินการได้มีการแจกใบจองให้แก่ราษฎรที่ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้น 926 ราย แต่การจัดไม่แล้วเสร็จ กล่าวคือ การจับสลากคัดเลือกบุคคลยังไม่แล้วเสร็จ ถนนบางสายยังไม่ได้ถมลูกรังและวางท่อ แต่กรมที่ดินถือว่าสิ้นสุดโครงการแล้ว จึงมอบให้จังหวัดดำเนินการดูแลรักษาต่อไป

2.เมื่อ ปี 2523 อำเภอบ้านโฮ่ง ได้ประกาศให้ผู้ถือใบจอง จำนวน 926 ราย ที่ได้รับการจัดที่ดินดังกล่าวไปยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ มีราษฎรเพียง 9 ราย ไปพบ และให้ทุกคนให้ถ้อยคำว่าไม่ได้เข้าทำประโยชน์ เพราะไม่ทราบแนวเขตที่แน่นอนและบางแปลงมีบุคคลอื่นเข้ามาครอบครองอยู่ก่อนแล้ว

4.ปี 2524 จังหวัดได้แจ้งกรมที่ดินทราบว่า ราษฎรไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจองได้ เนื่องจากว่าไม่ทราบว่าตนได้รับการจัดสรรที่ดินผังใด แปลงใด บางแปลงมีบุคคลอื่นครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนไม่ยอมออกจากที่ดินจัดสรร ผู้รับใบจองจึงเข้าทำประโยชน์ไม่ได้ และมีการร้องเรียนขึ้น ขอให้ทางราชการแก้ปัญหา แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากการจัดการที่ดินดังกล่าวมีความผิดพลาดมาก

การแก้ปัญหาดังกล่าวมีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2547 ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินและการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกไม่ชอบในพื้นที่ออกไปโดยไม่ชอบในพื้นที่บ้านดงขี้เหล็ก หมู่ที่ 5 ตำบลศรีเตี้ย บ้านหนองสูน หมู่ที่ 1 บ้านท่ากอม่วง หมู่ที่ 3 บ้านหนองเขียด หมู่ที่ 4 ต.หนองปลาสวาย อ.บ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน คณะอนุกรรมการฯ มีการประชุม 6 ครั้ง เพื่อพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของส่วนราชการและราษฎรในพื้นที่

ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว มีความเห็นว่า กระบวนการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดินอันเป็นมูลเหตุกรณีทั้งหมด อันหมายถึงโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ตามที่ยกมาและกรณีอื่น รวมทั้งการปฏิบัติงานเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ น่าจะมีส่วนพัวพันกับกระบวนการทุจริต คอรัปชั่น

สุแก้วกับพวก เคยนำสืบว่าที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของเป็นที่ดินอยู่ในเขตโครงการจัดสรรที่ดินหนองปลาสวาย  ตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2509 แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากไม่มีการสอบตำแหน่งใบจอง และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ได้ใบจองนั้นได้ใบจองมาโดยทับที่ของผู้อื่นหรือไม่

ต่อมาในปี 2533 กรมที่ดินได้รับหนังสือจากจังหวัดลำพูนว่าได้มีการประชุมและมีมติให้ออกใบจองแก่ราษฎรที่ครอบครองไปก่อน ส่วนที่ดินที่ไม่มีราษฎรเข้าทำกินให้สงวนไว้เป็นที่สาธารณประโยชน์ 

ปี 2533-2534 ได้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง พบว่าการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินได้มีการออกโฉนดทับที่ดินโดยมิชอบ มีการสร้างหลักฐานเท็จ ซึ่งที่ดินที่พิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของนั้น ก็เป็นที่ดินอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินหนองปลาสวายเช่นกัน ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ราษฎรใช้เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย หาเห็ด และหน่อไม้ร่วมกัน โดยไม่ได้มีการทำประโยชน์อื่นแต่อย่างใด

สุแก้ว ฟุงฟู เป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในหลายๆ คนที่ยกระดับและพัฒนาตัวเองเรียนรู้ท่ามกลางการต่อสู้จากการทำข้อมูลชุมชน ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ เจรจาต่อรอง จนได้เป็นตัวแทนองค์กร

จุดเด่นของสุแก้ว คือ การนำพี่น้องเครือข่ายปฏิรูปที่ดินลำพูน เคลื่อนไหวเชิงนโยบายไปพร้อมๆ กับการทำประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางเศรษฐกิจพึ่งตนเอง สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

ณ วันนี้ การแก้ปัญหาเชิงนโยบายระหว่างรัฐกับประชาชนเดินล่าช้า ขณะที่กระบวนการยุติธรรมใช้กระบวนทัศน์แบบเดิม ทำให้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินขาดคนที่มีคุณภาพอย่างสุแก้ว ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้เอง

--------------------------------------------

 

หมายเหตุ ตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ไทยโพสต์

คอลัมน์ชานชาลาประชาชน ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 2559

 

Online Visitors

user iconToday   :   20

group iconTotal   :   126,840

world iconOnline   :   1