คดีที่ดินลำพูนกับความเป็นธรรมที่ล่าช้า 

โดย  สุริยันต์ ทองหนูเอียด

ที่ปรีกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ

 

ปัญหาชาวบ้านไร้ที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะในจังหวัดลำพูน อันเกิดจากความล้มเหลวทางนโยบายของรัฐโดยเฉพาะการเร่งรัดออกโฉนดจนเกิดความผิดพลาดหลายพื้นที่

วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2540 ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ตกงานจากเมืองกรุงกลับบ้านเกิดเพื่อหวังพลิกฟื้นผืนดินที่ปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้ แต่สิ่งที่พบคือที่ดินของชุมชน กลับถูกนายทุนออกโฉนดทับที่

ความชอบธรรมในที่ดินของบรรพบุรุษและความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านจึงเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ทิ้งร้างจนเกิดเหตุความขัดแย้งนำไปสู่การฟ้องร้องและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสถานะของที่ดิน

ระหว่างปี 2544 - 2545 จังหวัดลำพูน ซึ่งรับทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า ช่วงที่ผ่านมามีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีการปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่ามากมาย เมื่อชาวบ้านได้เปิดการเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างเป็นทางการ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินครอบคลุมทุกหมู่บ้านในจังหวัดลำพูน โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีที่ดินจังหวัด ปฏิรูปที่ดินจังหวัด ป่าไม้จังหวัด นายอำเภอ และมีชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เป็นกรรมการในสัดส่วนที่เท่ากัน

คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวบรวมข้อมูลสภาพปัญหาเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ ว่าออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการเข้าไป ใช้ประโยชน์ หรือปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าหรือไม่และพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา มีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ เรียกเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากส่วนราชการ เพื่อใช้ประกอบในการตรวจสอบและพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา

ข้อค้นพบของคณะกรรมการดังกล่าวนำมาซึ่งการแต่งตั้งคณะกรรมการอีกหลายชุดทั้งระดับชาติ และจังหวัด ซึ่งข้อสรุปสุดท้ายก็พบว่าหลายพื้นที่ออกโฉนดโดยไม่ชอบและปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำประโยชน์

แต่ความล่าช้าในการแก้ปัญหาของรัฐ แม้จะมีความคืบหน้าจนเกิดโครงการนำร่องธนาคารที่ดินโดยมีสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมงบประมาณ แต่คดีความที่ชาวบ้านกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนจังหวัดลำพูนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในศาลชั้นต้นตั้งแต่ปี 2540 สู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา สุดท้ายการไกล่เกลี่ยเพื่อรอการแก้ปัญหาตามแนวทางนี้ ก็ไร้ผล เมื่อศาลจังหวัดลำพูนได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559

กรณีคดีที่ดินบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง กิ่ง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน จำเลยประกอบด้วยนายสุแก้ว ฟุงฟู กับพวก 7 คน และอีก 3 รายที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของของผู้อื่น ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุก 1 ปีไม่รอลงอาญา 

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ซึ่งรณรงค์ปัญหาที่ดินอย่างต่อเนื่องได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ความล้มเหลวในการปฏิรูปที่ดินของรัฐกับผลกระทบจากคำพิพากษาของกระบวนการยุติธรรม ความว่า

1. ผลจากคำพิพากษาของศาลที่ตัดสินให้ชาวบ้านรับโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญานั้น เราเห็นว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากความล้มเหลวเชิงนโยบายในการจัดการที่ดินของรัฐ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497โดยเฉพาะมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า “นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ บุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ หากบุคคลนั้นทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน หรือปล่อย ที่ดินให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน เกินสิบปีติดต่อกัน (2) สำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เกินห้าปี ติดต่อกัน ให้ถือว่าเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนที่ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือที่ปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่ออธิบดีได้ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลได้สั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว ให้ที่ดินนั้น ตกเป็นของรัฐเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายนี้ต่อไป” สกน.เห็นว่า หลักตามหลักกฎหมายนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะการป้องกันการผูกขาดเป็นเจ้าของที่ดินในระบบทุนนิยม น่าเสียดายที่ตั้งแต่กฎหมายบังคับใช้ไม่มีการปฏิบัติตามมาตรานี้เลย

2. นโยบายการพัฒนาประเทศ ตามลัทธิเสรีนิยมได้ทำให้ที่ดินที่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจำนวนมาก กลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยม เกิดการกว้านซื้อที่ดิน เพื่อเก็งกำไร และไม่ทำประโยชน์ บิดเบือนกลไกการตลาด ทำให้ที่ดิน กระจุกตัวในมือคนรวยไม่กี่ตระกูล ขณะที่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดลำพูน กลายเป็นคนไร้ที่ดินหรือมีดินไม่เพียงพอต่อการทำกิน เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 จึงเกิดกระบวนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนด้วยการเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่า และเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีการทำประโยชน์ในที่ดินหรือเปล่า จนเกิดกระบวนการแจ้งความดำเนินคดีชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ ในระหว่างปี 2545 กว่า 1,000 คดี ทำให้ชาวบ้านในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินได้รับผลกระทบกว่า 3,000 ครอบครัว ทั้งถูกคุกคามด้วยอำนาจต่างๆ และต้องสูญเสียอิสรภาพเพื่อแลกมาซึ่งการทำประโยชน์ในที่ดินทำกินจำนวนน้อยเพื่อยังชีพ

3. กว่า 18 ปี ที่ชาวบ้านได้เข้าไปทำประโยชน์ในแปลงปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนในกรณีดังกล่าว ได้มีการนำเรื่องการปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์และการปฏิรูปที่ดินรณรงค์ทางสังคมอย่างกว้างขวาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้ถึงมือเกษตรกรผู้ยากไร้ ด้วยมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 พื้นที่ ประกอบด้วย (1) บ้านไร่ดง ม.3 ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน (2) บ้านแม่อาว ม.3 ต.นครเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน(ปัจจุบันได้รับมอบโฉนดชุมชนแล้ว) (3) บ้านแพะใต้ ม.7 ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน (4) บ้านท่ากอม่วง ต.หนองปลาสวาย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และ (5) บ้านโป่ง ม.2 ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติความเห็นชอบในกรอบงบประมาณ 167,960,000 บาท 

แต่ความล่าช้าในการดำเนินการของภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินโครงการนำร่องดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฎการณ์ “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ กว่าสถาบันบริหารธนาคารที่ดินฯ จะดำเนินการได้ ชาวบ้านก็ต้องติดคุก” เมื่อรัฐแก้ปัญหาตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดินไม่ทันต่อการพิจารณาคดีความ คดีจึงกลายเป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมที่ชาวบ้านต้องแบกรับชะตากรรมจากความล้มเหลวนี้

          ความเป็นธรรมที่ล่าช้า วันนี้ ชาวบ้านทั้ง 7 คนถูกจำคุกอยู่เรือนจำจังหวัดลำพูน ขณะที่อีกหลายคดีในหลายพื้นที่กำลังทยอยพิจารณาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เราจะฝ่าข้ามสถานการณ์เช่นนี้ไปอย่างไร
 


---------------------------------------------------------

หมายเหตุตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “ชานชาลาประชาชน”

หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2559

 

Online Visitors

user iconToday   :   20

group iconTotal   :   126,840

world iconOnline   :   1