แผ่นดินไทย แผ่นดินใคร? : รัฐ ทุน จูบดูดดื่ม คนจน(จะ)หมดสิ้นชั่วนิรันดร์

โดย นายไดอารี่ สังคมป่นปี้

หลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ในปี พ.ศ. 2398 เราสนิทกับชาติตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษ และยังมาแนบชิดไปอีกเมื่อ ปี พ.ศ. 2426 ด้วยสัญญาผูกไมตรี เขาหวังดีต่อป่าไม้อันอุดมของเราและนำผู้เชี่ยวชาญเชื้อยุโรปที่กำลังสะสมชั่วโมงบินการถลุงไม้จากพม่าเข้ามาช่วยเรา ปี พ.ศ. 2439 เขาช่วยเราสถาปนา “กรมป่าไม้” โดยชาวอังกฤษช่วยเป็นอธิบดีกรมให้เราเกือบ 30 ปี

เจ้ากรมป่าไม้คนแรก ภาพจากเวบไซต์ กรมป่าไม้

การทำไม้ในอดีต  ภาพจากเวบไซต์ มุสลิมเชียงใหม่

ราวปี พ.ศ. 2444 สมัย ร.5 เราพัฒนาระบบการรังวัดออกโฉนดที่ดินแบบชาติทันสมัย ตอนนั้นที่ดินกลายเป็นเริ่มเนื้อหอม

ทางฟากผู้เชี่ยวชาญการป่า ราวปี พ.ศ. 2496 ได้สุมหัวชวนกันทำแผนสัมปทานป่าไม้ไทย ทำมาได้ซักพัก ก็เสนอโครงการทำไม้ระยะยาวให้สัญญา 30 ปี ในปี พ.ศ. 2509 แต่คงยังไม่หนำใจ จึงมีมติตั้ง “บริษัททำไม้ประจำจังหวัด” ครองการสัมปทานมากกว่า “องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้” เกือบเท่าตัว (ผลงานที่สำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 – 2532 ก่อนที่จะโดนโวยวายให้ปิดสัมปทานนั้น ทำยอดถลุงป่าหายไปกว่า 30 ล้านไร่)

ภาพจาก มติชนออนไลน์

ตอนนั้นก็มีคนบางกลุ่มที่ห่วงใยจึงสนับสนุนกฎหมายการจำกัดการถือครองที่ดินของเอกชน หากเป็นที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม ไม่เกินคนละ 10 ไร่ หากเป็นที่ดินเกษตรกรรม ไม่เกินคนละ 50 ไร่ ส่วนที่ดินเพื่อพาณิชย์และที่อยู่อาศัย ไม่เกินคนละ 5 ไร่ แต่ฝันสลาย เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารและออกคำสั่งคณะปฏิวัติยกเลิกการกำจัดการถือครองที่ดิน ในปี พ.ศ. 2503 หลังจากนั้นประเทศก็เดินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ทำมาเติมคำว่า “สังคม” ภายหลัง ด้วยความห่วงใยและเพื่อความสวยงาม)

จากวันนั้นถึงวันนี้ เราสร้างผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้คนบางกลุ่มเพียง 20% ถือครองที่ดิน 80% ของประเทศ ส่วนคนอีก 80% ก็ไปแย่งชิงที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน ที่เหลืออีก 20% กันเอาเอง

พูดทวนเรื่องอดีตที่ไม่เคยเป็นอดีต ลืมตาตื่นยังเห็นผู้ครองอำนาจกำลังจูบดูดดื่มกับทุนเก่าใหม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกราด ข่าวล่ามาแรงเตรียมพร้อมเสกกฎหมายมอบฐานทรัพยากรให้กับทุนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ เช่าที่ดินเพื่อความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทยได้ยาวนานถึง 99 ปี ที่ดินตรงไหนติดขัดกฎหมายใด มีชุมชนใดอยู่อย่างไร ก็พร้อมจัดการเพื่อสนอง ในขณะที่เมินหน้า มุ่งกำจัดสิทธิของผู้คนที่ต่างเรียกร้องการแก้ไขปัญหานับร้อยพันที่พูนพอกอยู่ในสังคม

เรากำลังจะได้เสพสมกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมต่อไป และเฝ้ามองอนาคตที่ “คนจนกำลังจะหมดจากประเทศนี้” หรือว่า “คุก” กับ “ป่าช้า” จะเป็นปลายทางของคนจนอย่างที่เขาพูดกัน

Online Visitors

user iconToday   :   89

group iconTotal   :   121,719

world iconOnline   :   0