ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ให้ “มูลค่า”มากำกับความหมายของที่ดินมากกว่า “คุณค่า” ที่มีอยู่เดิมของชาวบ้านและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์เพื่อพื้นที่ในเชิงเกษตรกรรมไปสู่การจัดการที่ดินในเชิงมูลค่าซื้อขายซ้อนทับกับระบบสิทธิถือครองที่มีอยู่ในฐานทางวัฒนธรรมแต่เดิม และลิดรอนซึ่งสิทธิชุมชนที่ร่วมดำรง กำกับ และจัดสรรที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน  และทั้งที่ระบบกรรมสิทธิ์ปัจเจกที่รัฐสนับสนุนดูเหมือนจะสร้างความมั่นคงในการถือครอง แต่ในความเป็นจริงเกิดหลุดมือในที่ดินของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น 

       การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ค่อยๆ ลิดรอนสิทธิชุมชน ลดทอนความสำคัญของการกำกับ ดูแลควบคุมการใช้ประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกในชุมชน  พื้นที่ทำประโยชน์ร่วมกันกลายเป็นกรรมสิทธิ์ที่มีผู้ถือครองแบบเบ็ดเสร็จ  กีดกันการใช้ประโยชน์ร่วม การถือครองของชุมชนที่ไม่สนใจระบบเอกสาร นำพาซึ่งการสูญเสียที่ดินทำกินที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของหมู่บ้านและเมื่อไร้ซึ่งทางออกสำหรับการดำรงวิถีการเกษตรที่จำเป็นต้องใช้ “ที่ดิน” ปรากฎการณ์ของการ “เข้าใช้ประโยชน์”ในที่ดินของเกษตรกรจึงเกิดขึ้นใน ที่ดินถูกทิ้งร้าง  การเรียกร้องการกลับคืนมาของสิทธิชุมชนและข้อเรียกร้องเพื่อการรับรองโดยนโยบายของรัฐจึงเกิดขึ้น

    ทั้งนี้เมื่อ “ระบบกรรมสิทธิ์” การถือครองแบบเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านระบบสิทธิเมื่อสังคมไทยเข้าสู่ระบบทุนนิยม การเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ให้เงื่อนไขสำคัญคือ การเน้นการสร้างแรงจูงใจในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น และนำพาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่เชื่อว่า การจัดการถือครองแบบเบ็ดเสร็จจะสร้างแรงจูงใจในการผลิต และความมั่นคงในการถือครอง ความพยายามจัดระบบการถือครองที่ดินแบบกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นการสนับสนุนการครอบครองในลักษณะทรัพย์สินเอกชน และนำไปสู่การผูกขาดสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เอาไว้ที่บุคคล หน่วยงาน องค์กรของรัฐ และจัดสรรให้กับหน่วยงานสังคมบางหน่วยงานเท่านั้น ซึ่งหมายถึงเฉพาะปัจเจกบุคคลกับรัฐ (อานันท์ กาญจนพันธ์,2544)

     กรรมสิทธิ์เชิงซ้อน ซึ่งอาจเป็นหลักคิดใหม่ที่จะนำมาปรับใช้เป็นกฎหมายเพื่อบริหารการกระจายการถือครองที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและปกป้องการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรโดยไม่กระทบกับ หลักกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลคล “ ระบบกรรมสิทธิ์เชิงซ้อน หมายถึงระบบกรรมสิทธิ์ไม่ได้มีเพียงกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีกรรมสิทธิ์รูปแบบอื่นๆ ดำรงอยู่ เช่นสิทธิบุคคลกับสิทธิส่วนรวม ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลทำให้เกิดความเป็นเจ้าของ เช่นการเป็นเจ้าของในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ของตน ถ้าการทำนั้นทำให้เกิดผลกระทบกับผู้อื่น การใช้ประโยชน์จึงไปกระทบสิทธิส่วนรวม ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงระบบกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และต้องตระหนักว่ากรรมสิทธิ์ส่วนรวมนั้นสูงกว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล”

     ดังนั้น “ที่ดิน” ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีการถือครองเหลื่อมล้ำอย่างมากในสังคมไทยจึงเป็นเหตุให้เราควรตั้งคำถามกลับไปถึงสาเหตุของปัญหา และหลักคิด ว่าเราควรจะมีทางเลือกอื่นๆบ้างหรือไม่ในการออกกฎหมายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคมที่ปราศจากความเหลื่อมล้ำหรือมีความเหลื่อมล้ำให้น้อยที่สุด  เพราะในปัจจุบัน “ภายใต้ระบบเสรีนิยมใหม่การบริหารจัดการที่ดินโดยอิงกลไกตลาดเป็นหลักและทำให้ที่ดินกลายเป็นสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียที่ดินทำกินได้อย่างง่ายดาย สภาวะเช่นนี้ทำให้ปัญหาคนยากจนสูญเสียที่ดินไม่สามารถแก้ไขให้สิ้นสุดลงได้ เพราะไม่ว่ารัฐจะจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรรายย่อยมากเท่าใด แต่ด้วยภาวะที่ที่ดินถูกทำให้เป็นสินค้าที่มีราคาตลาดสูงก็จะทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงมีแนวโน้มที่จะขายที่ดินให้แก่นายทุนอยู่นั่นเอง รูปธรรมของข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว มีได้หลายลักษณะ เช่น  ระบบโฉนดชุมชนเป็นแนวทางเชิงรูปธรรมที่หวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรรายย่อย ป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือออกไปจากสมาชิกชุมชน และแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินที่ไม่ตอบสนองความต้องการของชุมชน เนื่องจากหลักการพื้นฐานของระบบโฉนดชุมชนคือการสร้างระบบถ่วงดุลและสนับสนุนระหว่างสิทธิปัจเจกและสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินในชุมชน สิทธิของชุมชนคือสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน กล่าวคือชุมชนมีอำนาจในการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์ที่ดินของสมาชิกผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินให้อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน ควบคุมการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลประโยชน์ในที่ดินจะตกอยู่กับสมาชิกในชุมชน ไม่ใช่บุคคลต่างถิ่น และเก็บผลประโยชน์จากครัวเรือนที่ใช้ที่ดินเพื่อรวบรวมเป็นกองทุนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของส่วนรวม ส่วนปัจเจกบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินจะมีสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินภายใต้เงื่อนไขกฎเกณฑ์ของชุมชน สิทธินั้นจะคงอยู่ตราบเท่าที่ผู้ถือครองที่ดินมีการใช้ประโยชน์และเคารพกติกาของชุมชนเท่านั้น หากไม่เข้าทำประโยชน์หรือมีการละเมิดข้อตกลง ชุมชนมีสิทธิยึดที่ดินคืนแล้วนำไปให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่อไป  รูปแบบของโฉนดชุมชนอาจมีลักษณะคล้ายกับโฉนดที่ดินตามกฎหมายที่มีการระบุแผนที่แสดงขอบเขต ขนาดที่ดิน และผู้ทรงสิทธิ แต่ภายในโฉนดมีการจำแนกรายละเอียดเป็นขอบเขตกรรมสิทธิ์พื้นที่ของสมาชิกรายบุคคลและขอบเขตกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณะหรือที่ส่วนรวมของชุมชน แต่ละชุมชนอาจพัฒนารูปแบบของโฉนดชุมชนที่แตกต่างหลากหลายกันไป แต่ที่สำคัญกระบวนการออกแบบและจัดทำโฉนดชุมชนต้องเกิดจากการพิจารณาร่วมกันของสมาชิกภายในชุมชน และได้รับการยอมรับจากชุมชนใกล้เคียงเพื่อมิให้มีการอ้างสิทธิซ้อนทับกันจนเกิดเป็นกรณีพิพาทตามมา  นอกเหนือจากตัวเอกสารโฉนดชุมชนแล้ว กระบวนการจัดการที่ดินร่วมของชุมชนเป็นเงื่อนไขหลักที่จะทำให้การปฏิรูประบบการจัดการที่ดินบรรลุเป้าหมาย การจัดการร่วมเริ่มต้นจากการวางแผนและกลไกการจัดการที่ดิน ในแผนฯมีการจำแนกการใช้ของปัจเจกบุคคล แต่สร้างเงื่อนไขกำกับว่าลักษณะการใช้ประโยชน์ และการเปลี่ยนมือที่ดินต้องผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อมิให้การใช้ที่ดินของปัจเจกบุคคลไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่วนร่วม”  เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรจึงได้ออกแบบให้ ชุมชนมีสิทธิในการจัดการปกป้องทรัพยากรและป้องกันปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม ลดปัญหาความขัดแย้งในกรณีที่รัฐมักจะมีปัญหากับชุมชน ในเรื่องการบุกรุก หรือมีพื้นที่ทำกินทับซ้อนพื้นที่ป่าไม้และที่ดินของรัฐ โดยจะดำเนินการซื้อที่ดินเอกชนที่มีเอกสารสิทธิ์ให้เช่าในระยะยาว มีการจัดตั้งกองทุนที่ดินชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน ทั้งรับรองสิทธิในที่ดินของชุมชนที่อยู่ในเขตป่า ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์และดูแลรักษาป่าได้อย่างยั่งยืน

          ในด้านการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรนั้น   ร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรได้ออกแบบให้ ชุมชนมีสิทธิในการจัดการปกป้องทรัพยากรและป้องกันปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม ลดปัญหาความขัดแย้งในกรณีที่รัฐมักจะมีปัญหากับชุมชน ในเรื่องการบุกรุก หรือมีพื้นที่ทำกินทับซ้อนพื้นที่ป่าไม้และที่ดินของรัฐ โดยจะดำเนินการซื้อที่ดินเอกชนที่มีเอกสารสิทธิ์ให้เช่าในระยะยาว มีการจัดตั้งกองทุนที่ดินชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน

. ใช้สิทธิชุมชนเพื่อลดความขัดแย้ง

เมื่อรัฐต้องการรักษาพื้นที่ป่าโดยการประกาศเขตอุทยานเขตป่าสงวน ในขณะที่มีชุมชนอาศัยอยู่ก่อน สามารถใช้สิทธิชุมชน บนพื้นดินซึ่งมีชุมชนอาศัย เพื่อให้ที่ดินนั้นยังเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ขณะเดียวกันประชาชนที่รวมกันเป็นชุมชนก็มีสิทธิถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้ ชุมชนต้องดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขต่างๆตามที่กฎหมายกำหนดโดยใช้หลักกรรมสิทธิ์เชิงซ้อน(Common Pool Resources : CPRs) ผู้มีสิทธิจะร่วมกัน ปกป้อง ดูแลและใช้ประโยชน์ภายใต้กติการ่วมกัน และเนื่องจากไม่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิในที่ดิน เป็นการอุดช่องว่างของปัญหาที่ดินของคนจนหลุดมือซ้ำซ้อน

-ร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร

 โฉนดชุมชน

เป็นรูปแบบการบริหารจัดการของการใช้สิทธิของชุมชน ในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิร่วมกันของชุมชน

ในการบริหารจัดการ การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเป็น การรักษาพื้นที่เกษตร ในการผลิตพืชอาหารในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและ ความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย ของชุมชน โดยการเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและระบบภูมินิเวศ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมให้สมดุล

โฉนดชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้นหากแต่

ต้องประกอบไปด้วย

๑. ระบบกรรมสิทธ์ิแบบรวมหมู่ โดยองค์กรชุมชนจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธ์ิทรัพยากร

ทั้งที่ดินที่สมาชิกใช้ประโยชน์ ทำการผลิตและทรัพยากรที่สมาชิกชุมชนใช้

ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต

๒. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ป่าและน้ำ

๓. วัฒนธรรมการอยู่ร่วมที่ดีงาม ทั้งด้านการเมืองและวัฒนธรรม ตามที่ระบุไว้ใน

แผนการจัดการและกติกาขององค์กร

กรรมสิทธิ์จึงเป็นสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิทธิในความเป็น เจ้าของร่วมกันภายใต้ชุมชน หรือสังคมที่เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างเหมาะสม จนเกิดมีกลไกชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว จะส่งผลให้ชุมชนมีวิถีปฏิบัติจนกลายเป็น ข้อตกลงหรือธรรมนูญชุมชนจนสามารถใช้สิทธิทั้งสอง เกื้อกูลส่งเสริมจน กลายเป็นสิทธิของคนและชุมชนที่เข้มแข็งร่วมกับกระบวนการ หรือนวัตกรรมชุมชน ในการสร้างความยั่งยืน เสมอภาคและเป็นธรรมในการใช้ที่ดินหลายรูปแบบ

 สิ่งที่ได้รับจากการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน

๑) ได้รับประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากร ที่ดินไม่หลุดมือจากเกษตรกร เนื่องจากมีการจัดการ แบบกรรมสิทธ์ิรวมหมู่ โดยมีโฉนดชุมชนและกฎระเบียบที่เป็นตัวกำกับการบริหารจัดการ ที่ดินของชุมชน รวมทั้งมีกองทุนธนาคารที่ดินรองรับการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิก

๒) ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ มีการปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน ทำให้เกิด ความสมดุลและยั่งยืนในวิถี ชีวิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และมีอาหารให้กินหลากหลาย สร้างความมั่นคงทางด้าน อาหารแก่ครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และลดค่าใช้จ่าย และยังเป็นแหล่ง รายได้ที่สำคัญสำหรับการหาเลี้ยงครอบครัว

๓) รักษาและยกระดับวัฒนธรรมที่ดีงามให้ดียิ่งขึ้น คนในชุมชนมีการปฏิสัมพันธ์กัน รู้สึกถึงความเป็นชุมชน เมื่อมีปัญหาร่วมกัน จะต้องมีการร่วมมือกันแก้ปัญหา จึงทำให้เกิดความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เข้าใจกันยอมรับกันและเคารพกัน

 ใครเป็นผู้กำกับดูแลในการจัดการที่ดินและทรัพยากร

     นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งและมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยมีภาคประชาชนร่วมอยู่ด้วย ให้เลขาธิการสำนักงานสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรเป็นกรรมการและเลขานุการ  สำนักงานสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร สำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนคณะกรรมการ

สำนักงานสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร มีฐานะเป็นส่วนราชการเทียบเท่ากรม ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในงานธุรการของคณะกรรมการ รับคำขอในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชน ตรวจสอบคำขอ ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและชุมชน รายงานคณะกรรมการเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของชุมชนและปัญหา จัดให้มีฐานข้อมูลชุมชนและที่ดิน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ให้ความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน

 ที่ดินใดจะได้รับอนุญาตให้ชุมชนได้รับสิทธิ

    ที่ดินที่คณะกรรมการอาจอนุญาตให้ชุมชนได้รับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งชุมชนได้เข้าครอบครองมาก่อน 11 มิถุนายน พ.ศ.2550 หรือตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเป็นรายกรณีเนื่องจากมีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่ง

คุณสมบัติของชุมชนที่จะยืนคำขอ

-มีการรวมตัวกันเป็นชุมชนก่อนวันที่ 11 มถนายน พ.ศ.2550 หรือตามระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

-มีคณะกรรมการชุมชนคณะหนึ่งกระทำแทนในนามของชุมชน จำนวนอย่างน้อย 7 คน มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ

-คณะกรรมการอาจกำหนดคุณสมบัติของชุมชนที่สามารถยื่นคำขอรับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรให้แตกต่างไป โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่ ประเพณี วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และประโยชน์ที่จะได้รับในการที่ให้ชุมชนจัดการที่ดินและทรัพยากร

 

สถานะของชุมชนที่ได้รับสิทธิ

     เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการอนุญาตให้ชุมชนใดได้รับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรแล้วให้ถือว่าชุมชนนั้นมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดหรือระเบียบของชุมชนที่ยืนคำขอไว้นั้น สามารถบังคับใช้ได้ตามพระราชบัญญัตินี้ หากจะเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดหรือระเบียบของชุมชนต้องเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

      สมาชิกของชุมชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจะต้องใช้ประโยชน์ที่ดินตามขอบเขตที่ได้รับอนุญาตและข้อกำหนดหรือระเบียบของชุมชน ห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปยังผู้อื่นยกเว้นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม

และหากสมาชิกไม่ประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้รับการจัดสรร อาจจะสละสิทธิในที่ดินและรับค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่คณะกรรมการชุมชนกำหนดและให้ที่ดินั้นตกกลับไปยังชุมชนเพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ที่เป็นสมาชิกรายอื่นๆที่มีความต้องการใช้ที่ดินต่อไป

 การเพิกถอนสิทธิชุมชนและบทกำหนดโทษ

        หากชุมชนที่ได้รับสิทธิมีการกระทำขัดต่อกฎหมาย หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข หรือข้อตกลง ให้สำนักงานแจ้งเตือนเป็นหนังสือเพื่อให้ชุมชนปฎิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้ายังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการพิจารณา หากคณะกรรมการพิจารณาให้เพิกถอนสิทธิ ให้สำนักงานแจ้งเป็นหนังสือแก่ชุมชนให้ออกจากที่ดินของรัฐ และแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลที่ดินนั้น เพื่อพิจารณาดำเนินการให้ชุมชนออกจากที่ดินของรัฐและรับที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ในความดูแลต่อไป

      -  สมาชิกของชุมชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินจากคณะกรรมการชุมชน หากจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม หรือมีการครอบครองที่ดินเพิ่มเติมจากที่ได้รับการจัดสรรโดยมิได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

      - ผู้ใดซื้อ รับโอน เช่า เช่าซื้อ หรือใช้ประโยชน์ที่ดินโดยจ่ายค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีสิทธิในที่ดินที่ชุมชนได้รับสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ผู้นั้นต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Online Visitors

user iconToday   :   207

group iconTotal   :   120,982

world iconOnline   :   7